
ในอีกไม่นาน ภาพการจราจรบนท้องถนนที่มีแต่รถเมล์เครื่องยนต์เก่า ๆ พร้อมควันดำจะกลายเป็นภาพความทรงจำในอดีต เพราะปี 2569 นี้ หน่วยงานขนส่งทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย ขสมก., บขส. และไทยสมายล์บัส ผนึกกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ทุ่มงบประมาณรวมกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท ปฏิวัติการเดินทาง เปลี่ยนผ่านสู่การใช้ ‘รถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus)’ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM 2.5 และต้นทุนพลังงานที่ผันผวน องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ใช้ ‘พลังงานสะอาด’ เป็นไม้ตายในการปรับเปลี่ยน ภายใต้ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินหน้าโครงการเช่ารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้าจำนวน 1,520 คัน ระยะเวลาเช่า 7 ปี จากบริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ด้วยงบประมาณกว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสถานีชาร์จไฟด้วย โดยโครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการลดต้นทุนจากการใช้เชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะช่วยลดต้นทุนดังกล่าวได้กว่า 40% นอกจากนี้ยังช่วยลดมลพิษทางอากาศและควันดำ ที่เป็นปัญหามาอย่างยาวนานสำหรับกรุงเทพมหานคร ภายในเดือนเมษายน 2569 นี้ ขสมก. เร่งจัดหาพื้นที่อู่จอดรถและสถานีชาร์จ เพื่อรองรับรถล็อตใหม่ที่จะทยอยเข้าสู่ระบบ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ยังเป็นจุดสำคัญที่จะนำไปสู่การล้างหนี้สะสมกว่า 1 แสนล้านบาท
สำหรับฝั่งรถโดยสารระยะไกลอย่าง บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ก็ไม่น้อยหน้า เดินหน้าแผนจัดหารถโดยสารใหม่ 311 คัน มูลค่ากว่า 3,018 ล้านบาท ในรูปแบบเช่าดำเนินการพร้อมซ่อมบำรุง ระยะเวลา 5 ปี จากบริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด เพื่อขยายบริการข้ามจังหวัด และยกระดับการเดินทางข้ามจังหวัด ด้วยแนวคิด Green Transport โดยมีบริษัทเอกชน ไทยสมายล์บัส (TSB) เปิดจุดเชื่อมต่อการเดินทาง (EV Bus) ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2

ทำไมต้องเป็น ‘รถเมล์ไฟฟ้า’ ?
การที่ขนส่งมวลชนเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด มีข้อดีและส่งกระทบเชิงบวกในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็น
- ลดมลพิษ PM 2.5: หนึ่งในสาเหตุการเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก คือการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งการใช้รถเมล์ไฟฟ้า จะมีการปล่อยไอเสียเป็นศูนย์ จึงสามารถช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก การปล่อยควันดำ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้
- ประหยัดต้นทุนพลังงานและต้นทุนโดยรวม: ในระยะยาว พลังงานไฟฟ้ามีต้นทุนต่ำกว่าและมีความผันผวนน้อยกว่าน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงค่าซ่อมบำรุงที่ต่ำลงกว่าการใช้รถสันดาปเดิม ซึ่งสามารถช่วยให้องค์กรบริหารจัดการงบประมาณได้ดีขึ้น
- ความสะดวกสบายและทันสมัย: ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น, ทางลาดสำหรับผู้พิการ, กล้อง CCTV หรือแม้กระทั่งการรองรับการใช้งานยุคดิจิทัล เช่น ระบบจ่ายเงินออนไลน์ และการเชื่อมต่อระบบอื่น ๆ

โดยในปี 2569 นี้ กระทรวงคมนาคม ได้มีการตั้งเป้าหมายไว้ว่า ประชาชนจะได้เห็นรถเมล์ไฟฟ้าวิ่งให้บริการครอบคลุมเส้นทางส่วนใหญ่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ในภูมิภาคอาเซียน ตามนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ด้วย
การทุ่มงบกว่า 3.8 หมื่นล้านบาทในครั้งนี้ จึงเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศที่คุ้มค่า เพราะสิ่งที่คนไทยได้กลับมาไม่ใช่แค่รถเมล์คันใหม่ แต่เป็นอากาศที่สะอาดขึ้น ระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากขึ้นอีกด้วย
ที่มา: