
สิงคโปร์, 5 กุมภาพันธ์ 2569 – สิงคโปร์ประกาศปักธงเดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อจัดการกับมลพิษพลาสติกในทะเล ซึ่งเป็นวาระข้ามพรมแดน (Transboundary Issue) ที่ส่งผลกระทบต่อชายฝั่งในท้องถิ่น ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (National Environment Agency – NEA) สิงคโปร์ พบว่า 97% ของขยะพลาสติกบนชายหาดท่องเที่ยวของสิงคโปร์นั้น มีแหล่งที่มาจากนอกชายฝั่ง
จากสถานการณ์ดังกล่าว The Ocean Cleanup องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับสากล ได้ร่วมมือกับ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลเขตร้อน (TMSI) แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) จัดงานฟอรัมระดับภูมิภาค “Towards Healthy Oceans” เป็นครั้งแรก ณ NUS University Town โดยงานนี้เป็นการรวมตัวของนักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน องค์กรการกุศล และพันธมิตรภาคเอกชนจากทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อขับเคลื่อนแนวทางแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ความร่วมมือในการดำเนินงาน และนวัตกรรมทางการเงินสีฟ้า (Blue Finance) อันเป็นรูปแบบการระดมเงินทุนแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพเพื่อจัดการกับมลพิษที่เพิ่มขึ้นจากพลาสติกในทะเล
งานฟอรัมนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยขยะทะเล (National Action Strategy on Marine Litter) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นคนในชาติให้ร่วมกันต่อสู้กับความท้าทายระดับโลกเรื่องขยะทะเลที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังใช้จุดแข็งของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางระดับภูมิภาคด้านวิทยาศาสตร์ นโยบาย และการลงทุน เพื่อผลักดันแนวทางแก้ไขที่สามารถปรับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถปรับลดหรือขยายผลและถอดบทเรียนนำไปใช้ได้ในหลายประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญต่อสิงคโปร์และภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของความท้าทายด้านขยะพลาสติกในมหาสมุทรระดับโลก การจำลองสถานการณ์โดย The Ocean Cleanup แสดงให้เห็นว่าแม่น้ำประมาณ 1,000 สาย มีส่วนรับผิดชอบต่อขยะพลาสติกเกือบ 80% ที่ไหลลงสู่มหาสมุทร โดยแม่น้ำที่มีมลพิษมากที่สุดหลายสายตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานของ OECD ที่ระบุว่าเอเชียมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของการรั่วไหลของพลาสติกทั่วโลก ทำให้ภูมิภาคนี้เป็น “จุดวิกฤต (Hotspot) ของมลพิษพลาสติกเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว และการกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม”
สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับเรื่องมลพิษพลาสติกในทะเลอย่างมาก โดยสนับสนุนการศึกษาและโครงการริเริ่มต่าง ๆ เพื่อจัดการกับขยะทะเลทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค การศึกษาที่นำโดย ดร. นีโอ เม่ย หลิน (Dr Neo Mei Lin) นักวิจัยอาวุโสจาก NUS TMSI ได้บันทึกการพบไมโครพลาสติกในสัตว์ทะเลที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลน แหล่งหญ้าทะเล และแนวปะการัง ผลการศึกษานี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นของความร่วมมือในระดับภูมิภาคในการประสานงานกันอย่างเป็นระบบ และตั้งอยู่บนฐานของข้อมูลวิทยาศาสตร์เชิงประจักษ์ที่น่าเชื่อถือ

ดร. นีโอ เม่ย หลิน (Dr Neo Mei Lin) นักวิจัยอาวุโส NUS TMSI กล่าวว่า:
“มลพิษจากพลาสติกเป็นความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมที่คงอยู่สำหรับมหาสมุทรในสิงคโปร์และทั่วโลก พลาสติกในทะเลมักถูกพบเห็นตามชายหาดของสิงค์โปร์ ส่งผลกระทบต่อแหล่งที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยา เช่น ป่าชายเลน หญ้าทะเลและแนวปะการัง มลพิษทางทะเลยังถือเป็นปัญหาระหว่างพรมแดนที่สำคัญ เนื่องจากลมและกระแสน้ำที่พัดผ่านสามารถเคลื่อนย้ายขยะข้ามแหล่งน้ำในภูมิภาคได้ ดังนั้นแนวทางทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่ง ทั้งการดำเนินการและการป้องกันแก้ไขทรัพยากรท้องถิ่นและมหาสมุทรทั่วโลกจะช่วยจัดการกับมลพิษจากพลาสติกในทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ”
การขยายโครงการ 30 Cities Program เพื่อยกระดับการสกัดกั้นพลาสติกในแม่น้ำและลดผลกระทบระยะยาว
การประชุมดังกล่าวได้เผยถึงขั้นตอนต่อไปของโครงการ 30 Cities Program ของ The Ocean Cleanup ด้วยภารกิจในการกำจัดพลาสติกออกจากมหาสมุทรของโลก องค์กรกำลังขยายกลยุทธ์ “Close The Tap” หรือการ “หยุดที่ต้นทาง” โดยสกัดกั้นพลาสติกในแม่น้ำก่อนที่จะไหลถึงมหาสมุทรผ่านระบบ Interceptor™ river systems ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
The Ocean Cleanup ได้ดำเนินงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 รวมถึงการนำร่องในหลายเมือง เช่น จาการ์ตา กัวลาลัมเปอร์ เกิ่นเทอ และกรุงเทพฯ ปัจจุบันสามารถสกัดกั้นขยะไปได้แล้วกว่า 48 ล้านกิโลกรัม ไม่ให้ลงสู่มหาสมุทร โครงการ 30 Cities Program มีเป้าหมายที่จะขยายไปยังพื้นที่ใหม่ ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นบริเวณที่ลุ่มน้ำที่ใช้ร่วมกันก่อนพัดพาพลาสติกข้ามพรมแดนลงสู่มหาสมุทร รวมถึงพื้นที่ในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย แบบจำลองใหม่และกรณีศึกษาที่นำเสนอในที่ประชุมยังแสดงให้เห็นว่า การทำความสะอาดแม่น้ำสามารถช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกข้ามพรมแดนในมหาสมุทรได้ พร้อมทั้งยังช่วยสนับสนุนผลลัพธ์ด้านอื่น ๆ เช่น การเพิ่มความสามารถในการรับมืออุทกภัย และการยกระดับแนวทางการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
บอยัน สแลต (Boyan Slat) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร The Ocean Cleanup กล่าวว่า:
“ปัญหาขยะพลาสติกไม่ได้หยุดอยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่งเพราะขยะเหล่านี้เคลื่อนที่ไปตามกระแสน้ำและข้ามเขตแดนต่าง ๆ ได้ตลอดเวลา ซึ่งไม่มีที่ใดจะสะท้อนภาพได้ชัดเจนไปกว่าสิงคโปร์ ที่ขยะพลาสติกบนชายหาดกว่า 97% มีแหล่งกำเนิดมาจากนอกชายฝั่ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงถือเป็นภูมิภาคสำคัญที่ต้องเผชิญกับความท้าทายเกี่ยวกับพลาสติกในระดับโลก ทั้งในด้านความรุนแรงของปัญหาและโอกาสในการแก้ไข อย่างไรก็ตาม เพียงความมุ่งมั่นหรือเทคโนโลยีขั้นสูงนั้นอาจยังไม่พอ การจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงได้นั้น ต้องอาศัยทั้งหลักการวิทยาศาสตร์ นโยบาย ภาคธุรกิจ และชุมชนร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน ซึ่งสิงคโปร์ที่มีความพร้อมทั้งด้านงานวิจัย นโยบายที่เข้มแข็ง และความแข็งแกร่งด้านการเงิน จึงเหมาะสมอย่างยิ่งในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงพันธมิตรและระดมทุน เพื่อจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมระหว่างพรมแดนผ่านความร่วมมือในระดับนานาชาติ”


การเชื่อมโยงพันธมิตร วิทยาศาสตร์ การเงิน คือ กุญแจสำคัญสู่ความร่วมมือเชิงบูรณาการ
การเสวนาในงาน Towards Healthy Oceans จัดขึ้นภายใต้สามประเด็นหลัก:
- หลักการวิทยาศาสตร์และแนวทางแก้ไขทางเทคนิค: นำเสนอการใช้ข้อมูล การสร้างแบบจำลอง และระบบติดตามตรวจสอบที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อระบุพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญในแม่น้ำ และกำหนดทิศทางการติดตั้งระบบ Interceptor™ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต
- ความร่วมมือและการดำเนินการ: การผนึกกำลังระหว่างสถาบันการศึกษา รัฐบาล นักลงทุน และพันธมิตรภาคธุรกิจ เพื่อกำหนดโรดแมปความร่วมมือในการร่วมพัฒนาโครงการเกี่ยวกับแม่น้ำและพื้นที่ชายฝั่ง โดยเชื่อมโยงหลักฐานเชิงวิชาการเข้ากับการดำเนินงานจริง นอกจากนี้ ภายในเวทียังมีการประกาศความร่วมมือใหม่ โดย The Ocean Cleanup ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ ICLEI – Local Governments for Sustainability, Asia Pacific และ The Coral Triangle Initiative on Coral Reefs, Fisheries, and Food Security (CTI-CFF) เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลหลายระดับและความร่วมมือระดับภูมิภาคในลุ่มน้ำและระบบนิเวศทางทะเลที่ใช้ร่วมกัน
- การเงินและการลงทุน: การหารือร่วมกันระหว่างนักลงทุน องค์กรการกุศล และสถาบันการเงิน เพื่อแสวงหาช่องทางในการใช้ระบบการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) และทุนเร่งปฏิกิริยา (Catalytic Capital) รวมถึงการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของภาคเอกชน เพื่อเปลี่ยนกระแสความสนใจในด้านเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ให้กลายเป็นโครงสร้างการลงทุนในระดับสากล และปลดล็อกแหล่งเงินทุนใหม่ ๆ สำหรับการรักษาแม่น้ำและมหาสมุทร
นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงรูปแบบความร่วมมือและโครงสร้างทางการเงินที่จะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานในระดับเมือง โดยมุ่งเน้นการสร้างส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดแนวลุ่มน้ำ
นิชา บัคเกอร์ (Nisha Bakker) ผู้อำนวยการด้านพันธมิตรของ The Ocean Cleanup กล่าวในที่ประชุมว่า:
“เราไม่สามารถกอบกู้มหาสมุทรได้เพียงลำพัง เพราะมหาสมุทรที่สมบูรณ์คือผลประโยชน์ร่วมกันของทุกคน และการแก้ปัญหาขยะพลาสติกคือความท้าทายของระบบนิเวศที่ซับซ้อนซึ่งต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนทั้งระบบ ข้อมูลอาจช่วยให้เราเห็นจุดที่ต้องแก้ไขในแม่น้ำ แต่การขยายผลให้เกิดแรงกระเพื่อมในวงกว้างนั้นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนมาอยู่ภายใต้แผนงานเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่เราผนึกกำลังพันธมิตรอย่าง ICLEI และ CTI-CFF เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเมืองและภูมิภาค และสนุบสนุนการดำเนินงานในระดับสากล”

จากเวทีประชุมสู่ชายฝั่ง
การประชุมในครั้งนี้ยังได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงาน NUS TMSI และ Singapore Oceanarium ในการเป็นตัวกลางสนับสนุนความร่วมมือข้ามภาคส่วน โดย Singapore Oceanarium ซึ่งเป็นศูนย์กลางการอนุรักษ์ที่มุ่งเน้นการดูแลสัตว์ทะเลที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ การฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัย และการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชน ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ The Ocean Cleanup เพื่อนำนโยบายที่ได้จากการหารือมาลงมือปฏิบัติจริงในระดับชุมชน
กิจกรรมเก็บขยะบริเวณแนวเขื่อนกั้นคลื่นที่ Marina East Breakwater ที่จัดขึ้นพร้อมกับการประชุม คือกิจกรรมที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมและอาสาสมัครได้สัมผัสกับปัญหาขยะในทะเลด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นขยะประเภทเดียวกับที่ระบบสกัดกั้นในแม่น้ำและมหาสมุทรพยายามดักจับก่อนจะรั่วไหลออกไป โดยกิจกรรมนี้ต่อยอดมาจากโครงการทำความสะอาดชายหาดและกิจกรรมดำน้ำเก็บขยะที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องของ Singapore Oceanarium รวมถึงหลักสูตรการศึกษาที่ทำร่วมกับโรงเรียนและองค์กร NGO ในท้องถิ่นของสิงคโปร์
แกรนท์ เอเบิล (Grant Abel) ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ของ Singapore Oceanarium กล่าวว่า:
“Singapore Oceanarium เรามีความมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกอย่างลึกซึ้งผ่านการศึกษา การวิจัย และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เริ่มตั้งแต่ ‘A Plastic Tale’ โครงการที่ใช้การเล่าเรื่องเพื่อปลูกฝังเยาวชน ไปจนถึงกิจกรรมทำความสะอาดชายฝั่งของจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งหวังที่จะสร้างความตระหนักรู้และความรับผิดชอบร่วมกันในสังคม นอกจากนี้ ภายใน Oceanarium ของเรายังมีโซนจัดแสดงอย่าง ‘Open Ocean Currents’ ที่ช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจว่ากระแสน้ำในมหาสมุทรซึ่งทำหน้าที่เป็น ‘ทางหลวง’ พัดพาขยะพลาสติกข้ามพรมแดนได้อย่างไร เรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้ผนึกกำลังกับสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลเขตร้อน ของ National University of Singapore (NUS TMSI) และ The Ocean Cleanup เพื่อรวบรวมองค์กรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันในการสร้างสรรค์แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ เพื่อคืนความสมบูรณ์ให้กับมหาสมุทรของเรา”