
ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัว ภาคธุรกิจทั่วโลกเริ่มมองหาทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่นำหน้าเรื่องความยั่งยืนมาโดยตลอดคือ Google Cloud ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่ยังเป็น “ผู้นำสีเขียว” ในโลกของ Data Center อีกด้วย
เจาะลึก 3 เหตุผลใหญ่ ว่าทำไม Google Cloud ถึงเป็นคำตอบของ Green Business
- เป้าหมายใหญ่ คือ พลังงานหมุนเวียน 100% และ 24/7 Carbon-Free
Google เป็นบริษัทแรก ๆ ของโลกที่ประกาศว่าสามารถจัดหาพลังงานหมุนเวียนมาใช้ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือการใช้พลังงาน 24/7 Carbon-Free Energy (CFE) ภายในปี 2030 หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ไม่มีแดดหรือไม่มีลม ศูนย์ข้อมูลของ Google จะต้องรันด้วยพลังงานสะอาดตลอดทุกชั่วโมง ทุกนาที - ระบบ Zero Waste การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบหมุนเวียน
Data Center ขนาดใหญ่ มักมาพร้อมกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่มีระยะเวลาการใช้งานน้อย แต่ Google ใช้หลักการ Circular Economy เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Zero Waste ในการดำเนินงาน- Reuse & Refurbish: อะไหล่ที่ยังใช้ได้จะถูกนำมาปรับปรุงใหม่ เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานต่อได้
- Recycle: หากอุปกรณ์หมดอายุการใช้งาน จะมีการแยกชิ้นส่วนเพื่อรีไซเคิลอย่างถูกวิธี
- ในปี 2023 Google สามารถเปลี่ยนเส้นทางขยะออกจากบ่อฝังกลบได้ถึง 71% ของขยะจากการดำเนินงาน และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
- ผู้ใช้งานได้ Carbon Footprint Tool และการลด Scope 3 Emissions
สำหรับธุรกิจที่ใช้งาน Google Cloud จะได้รับรายงาน Carbon Footprint ของตัวเองแบบละเอียด ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าการรันงานบน Cloud ของธุรกิจคุณปล่อยคาร์บอนเท่าไหร่ ซึ่งมักจะเป็น 0 หรือต่ำมากเมื่อเทียบกับการมี Server ของตัวเอง- Net Zero: การใช้ Google Cloud จะช่วยให้ผู้ใช้งานลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนของ Scope 3 (Indirect Emissions) ได้ทันที
- Carbon-Free Signal: Google Cloud มีฟีเจอร์ช่วยเลือก Region ในการจัดเก็บข้อมูล โดยระบุว่าที่ไหนใช้พลังงานสะอาดสูงสุด เพื่อให้ผู้ใช้งานตัดสินใจได้ “เขียว” ที่สุด
การย้ายธุรกิจขึ้น Cloud ไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวก แต่คือการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยี AI ที่ช่วยจัดการพลังงาน และนโยบายที่ให้ความสำคัญกับโลก Google Cloud จึงเป็นพาร์ทเนอร์ที่ตอบโจทย์ ESG ขององค์กรยุคใหม่อย่างแท้จริง
ที่มา: