
พลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ในไทย อาจจะยังไม่เพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ของประเทศไทย เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) จึงได้มีการพิจารณาบรรจุการศึกษาเพื่อนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) มาเป็นอีกหนึ่งแนวทางเพื่อสร้างความมั่นคงทางระบบไฟฟ้าและพลังงานของประเทศไทย มาดูกันว่า ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) คืออะไร? แล้วทำไมสำคัญถึงขนาดสามารถสร้างความมั่นคงทางระบบไฟฟ้า และพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้

ทำไมต้องเป็น ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก’ ?
หนึ่งในจุดอ่อนของพลังงานหมุนเวียน คือความไม่แน่นอน พลังงานนิวเคลียร์จึงเป็นทางเลือกที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง เพราะสามารถทำหน้าที่เป็น Base Load เป็นฐานกำลังไฟที่มั่นคงที่สุดได้ และในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยจนเกือบเป็นศูนย์ จึงสามารถช่วยลดการพึ่งพาแก๊สธรรมชาติที่มีราคาผันผวนได้ด้วย
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีขนาดประมาณ 300 MW สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และไม่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ เช่นเดียวกับพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีลักษณะเด่นที่น่าสนใจ เช่น
- เป็นโมดูล (Modular): สามารถผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากโรงงานแล้วนำมาประกอบได้ จึงช่วยลดระยะเวลาก่อสร้าง ใช้พื้นที่น้อย และสามารถควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานสูงสุด
- ความปลอดภัยสูง: เพราะถูกออกแบบมาให้สามารถหยุดการทำงานและระบายความร้อนได้เองโดยอัตโนมัติ แม้ไม่มีไฟฟ้าเลี้ยงระบบหรือไม่มีเจ้าหน้าที่ควบคุม (Passive Safety)
- รักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

แล้ว ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก’ นี้จะไม่ระเบิดเหมือนเซอร์โนบิลใช่ไหม ไหนจะกากกัมมันตรังสีอีก ?
หากใครยังติดภาพจำของเหตุการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดจากนิวเคลียร์อยู่ เรามี 2 ข้อสำคัญ เพื่อไขข้อข้องใจ และช่วยคลายความกังวลของทุกคน
- เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ใช้ระบบความปลอดภัยอย่าง Passive Safety เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบจะทำการหล่อเย็นด้วยตัวเองตามกฎฟิสิกส์ โดยไม่ต้องพึ่งพาปั๊มน้ำหรือมนุษย์ควบคุม ลดโอกาสเกิด Human Error ได้เกือบ 100%
- หมดปัญหารั่วไหลและอันตรายต่อพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากขนาดที่เล็ก จึงมีปริมาณเชื้อเพลิงน้อยกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้การใช้เชื้อเพลิงมีประสิทธิภาพมากขึ้น กากนิวเคลียร์เหลือน้อยลง และตัวเครื่องจะถูกติดตั้งอยู่ใต้ดิน หรือในโครงสร้างที่แข็งแรงเป็นพิเศษ ทำให้รังสีถูกกักเก็บไว้อย่างมิดชิด ปลอดภัย และได้มาตรฐานสากล
มาดูกันว่าในปัจจุบันมีประเทศไหนบ้างที่ใช้เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กบ้าง?
- จีน – เป็นประเทศแรก ๆ ที่ผลักดัน SMR ลงสู่กริดไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ โดยมี HTR-PM (ปลายปี 2023) โรงไฟฟ้าแบบระบายความร้อนด้วยก๊าซอุณหภูมิสูง ขนาด 210 เมกะวัตต์ และ ACP100 (Linglong One) โรงไฟฟ้าแบบใช้น้ำมวลเบาติดตั้งบนบก ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในช่วงทดสอบขั้นสุดท้ายและคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเต็มรูปแบบในครึ่งปีแรกของปี 2026
- รัสเซีย – เป็นประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในการนำเทคโนโลยีจากเรือตัดน้ำแข็งมาปรับเป็นโรงไฟฟ้าเคลื่อนที่ โดยมี Akademik Lomonosov เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำ จ่ายไฟฟ้าให้พื้นที่ห่างไกลในอาร์กติก นอกจากนี้ยังกำลังก่อสร้าง SMR บนบกที่เมือง Ust-Kuyga (Yakutia) มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2027-2028 อีกด้วย
- สหรัฐอเมริกา – อยู่ในระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยี โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนเพื่อใช้ใน AI Data Center โครงการหลักคือ NuScale Power สหรัฐฯ เป็นเจ้าแรกที่ได้รับใบรับรองการออกแบบจากหน่วยงานกำกับดูแล NRC และกำลังขยายความร่วมมือเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 6 GW นอกจากนี้ยังมีโครงการ Natrium ของ TerraPower ที่ได้รับความสนใจจาก Meta เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานสะอาดสำหรับศูนย์ข้อมูลในอนาคตด้วย
- แคนาดา – ใช้ SMR เป็นกลยุทธ์หลักในการลดการใช้ถ่านหินและซัพพอร์ตอุตสาหกรรมเหมืองแร่ โดยมี Darlington New Nuclear Project ในรัฐออนแทรีโอ เป็นโครงการหลัก ในปี 2025 โครงการนี้ได้รับใบอนุญาตการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์รุ่น BWRX-300 ของ GE Hitachi ตั้งเป้าจะจ่ายไฟเข้าสู่กริดภายในปี 2028-2030
- สหราชอาณาจักร – มองว่า SMR คือทางออกในการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ให้ได้ 24 GW ภายในปี 2050 โดยมี Rolls-Roych SMR เป็นโครงการหลัก ในช่วงกลางปี 2025 ได้รับการประกาศให้เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับเลือกจากรัฐบาล ผ่าน Great British Nuclear มีแผนจะติดตั้งโรงไฟฟ้าแห่งแรกที่ Wylfa เพื่อสร้างและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน
- อาร์เจนตินา – เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาเทคโนโลยี SMR ของตัวเองมาอย่างยาวนาน โดยมี CAREM-25 เป็นโครงการหลัก เป็นเตาปฏิกรณ์ต้นแบบที่ออกแบบและก่อสร้างโดยคนในประเทศเกือบทั้งหมด ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปมากและคาดว่าจะเริ่มทดลองเดินเครื่องได้ภายในปี 2026

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กจึงเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะพาให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero โดยในร่าง PDP2024 กำหนดให้มี 2 โรง รวม 600 MW ภายในปี 2037 โดย กฟผ. ได้เริ่มกระบวนการคัดเลือกสถานที่ตั้งแล้ว โดยใช้ข้อกำหนดของ IAEA นำมากำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งด้านการตอบสนองปริมาณการใช้ไฟฟ้า ความปลอดภัย สายส่งไฟฟ้าแรงสูง การจัดหาแหล่งน้ำ และกำลังการผลิต
ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ล่าสุด สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้อัปเดตความคืบหน้าในการจัดทำแผนฯ นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทด้านพลังงานที่เปลี่ยนไป และทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยสาระสำคัญในการปรับปรุงแผนฯ ประกอบด้วย
- ขยายระยะเวลาของแผนจาก 20 ปี เป็น 25 ปี (2026–2050)
- สอดรับเป้าหมาย Net Zero โดยปรับเป้าหมายจากปี 2065 เป็นปี 2050
- คำนึงถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้ข้อมูล GDP เฉลี่ย 25 ปี
- เกณฑ์ความมั่นคงต้องเหมาะสม โดยใช้ดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ LOLE (Loss Of Load Expectation)
- พิจารณาปัจจัยรอบด้าน เช่น จำนวนประชากร ภูมิอากาศ และความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่มใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Center
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาประเด็นสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่
- เป้าหมายของแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP)
- พิจารณาสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ให้เพียงพอในการดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
- เพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อน กฟผ. ทั่วประเทศ
- เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ผ่านโครงการโซลาร์ฟาร์ม พลังงานลม และโซลาร์เซลล์ชุมชน
- การพิจารณาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์โมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) และโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ล่าสุด จะต้องรอนำเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา ก่อนจะมีผลบังคับใช้ต่อไป
การที่ประเทศไทยจะบรรลุ Net Zero ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ‘โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR)’ จึงถือเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญ ที่จะผลักดันให้เราไปถึงเป้าหมาย ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย และไม่ทำให้โลกร้อนไปกว่าเดิม
ที่มา: