
ในปัจจุบัน “การศึกษาทางเลือก” ถือว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย การวิจัยโดย TDRI ระบุว่าในบ้านเรามีมานานแล้วตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522 การศึกษาทางเลือกหรือ Alternative Education ที่ถูกออกแบบโดยวางผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและมีความยืดหยุ่นพร้อมตอบสนองความสนใจเฉพาะตัวบุคคลที่หลากหลาย ซึ่งแตกต่างและเป็นอิสระจากแนวทางของการศึกษากระแสหลัก ถือว่ากำลังเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเยาวชนตั้งแต่ปฐมวัยให้กลายเป็นสมาชิกของสังคมไทยและโลกที่ทั้งมี “คุณภาพ” และ “ความสุข” โดยหนึ่งในแนวทางการศึกษาหรือการสอนทางเลือกที่กำลังผลิบานในบ้านเรา คือ Reggio Emilia (เรกจิโอ เอมีเลีย)
เมล็ดพันธุ์แห่งการเรียนรู้แบบไร้ลิมิต
ย้อนไปในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศอิตาลี ประชากรในเมืองเรกจิโอ เอมีเลียต่างมองหาหนทางพลิกฟื้นสถานการณ์ที่จะทำให้ลูกเต้าของตัวเองมีการศึกษาที่ดี นำไปสู่การรวมพลังของเหล่าเจ้าหน้าที่ของเทศบาลเมือง พนักงานภาครัฐ และประชาชนโดยเฉพาะผู้หญิง ที่ได้ร่วมกันสร้างเครือข่ายแห่งเรกจิโอ เอมีเลียขึ้นมา เพื่อพัฒนาและบริหารศูนย์การเรียนรู้เด็กอ่อนและเด็กก่อนวัยเรียนให้แก่เมืองของตนเอง
ใจกลางแห่งเครือข่ายเรกจิโอ เอมีเลียนี้ คือชายชื่อ Loris Malaguzzi เขาเกิดและโตที่เมืองเรกจิโอ เอมีเลีย จบการศึกษาด้านครุศาสตร์ และในช่วงสงครามเข้าทำงานในโรงเรียนประถมและมัธยมต้นในหลายพื้นที่ของเมือง Malaguzzi นั้นโดยพื้นฐานเป็นคนที่มีความสนใจสิ่งรอบตัวอย่างผสมผสาน ทั้งด้านวารสารศาสตร์ การละคร ภาพยนตร์ ศิลปะ กีฬา วัฒนธรรม ไปจนถึงการเมือง และการศึกษา เขาเป็นนักอ่านตัวยง อีกทั้งยังสนใจในศาสตร์แห่งจิตวิทยา จนถึงขนาดเป็นผู้ร่วมก่อตั้งMedico Psico-Pedagogico ศูนย์การแพทย์ การศึกษา และจิตวิทยาแห่งเทศบาลเมืองเรกจิโอ เอมีเลีย โดยก่อนการก่อตัวของเครือข่ายแห่งการพัฒนาแนวทางการศึกษาของเมืองเรกจิโอ เอมีเลีย Malaguzzi นั้นถือได้ว่าเป็นบุคลากรแห่งแวดวงการศึกษาของชุมชน ที่เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ด้านการเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้แก่เยาวชนตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงวัยผู้ใหญ่ นอกจากนี้เขายังเป็นที่ปรึกษาด้านครุศาสตร์ให้กับเทศบาลเมืองโมเดนาอีกด้วย
แนวทางการสอนแบบเรกจิโอ เอมีเลียที่ Malaguzzi ช่วยวางดีเอ็นเอเชื่อว่า “เด็กทุกคนคือขุมพลังในตัวเอง พวกเขาเกิดมาพร้อมศักยภาพที่จะสรรค์สร้างรูปแบบการสื่อสารที่มากได้ถึง 100 รูปแบบ เราในฐานะครูหรือผู้ปกครองมีหน้าที่ช่วยประคองและสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กแต่ละคนปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ที่สุด”
ต้นอ่อนแห่งตัวตนที่เต็มเปี่ยม
จริงๆ แล้วแนวคิดของเรกจิโอ เอมีเลียนั้นเรียบง่ายมาก ลองนึกไปถึงตอนเด็กๆ ที่เราแต่ละคนจะมีสิ่งที่อยากทำ เช่น อยากเล่นทราย อยากระบายสี หรืออยากเก็บหินมาเรียงกัน แต่เราอาจจะไม่ได้ทำสิ่งๆ นั้น เพราะผู้ปกครองหรือครูอาจมีกิจกรรมที่คิดไว้ให้แล้วหรือมองว่าเราควรไปทำอย่างอื่นมากกว่า วิธีคิดของเรกจิโอ เอมีเลียจะไม่ใช่แบบนั้น แต่จะให้ความสำคัญกับทุกความสนใจใคร่รู้ของเด็กแต่ละคน และจะปล่อยให้เด็กได้ทำในสิ่งที่กำลังสนใจ ณ ช่วงเวลานั้นๆ เต็มที่ อีกทั้งหาหนทางช่วยกระตุ้นการเรียนรู้จากหัวข้อที่เด็กสนใจให้แตกแขนงต่อไป

“พูดง่าย ๆ คือให้ใจของเด็กนำทาง เด็กแต่ละคนคือ Constructor ของการเรียนรู้ของตัวเขาเอง ครูหรือผู้ปกครองเป็นแค่ Partner เท่านั้น พอเป็นแบบนี้ เด็กจะได้รับการปลูกฝังว่าเขาคือผู้ที่มีสิทธิ์เลือกสิ่งที่เขาจะลงมือทำได้อย่างเต็มที่และมั่นใจ นี่แหละคือรากที่ทำให้เขากลายเป็นมนุษย์ที่มีความสุขและความมั่นใจในตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบและต้องการอะไรในชีวิต และชัดเจนในสิทธิ์ของตัวเองว่าเขาเลือกได้” ครูบุ๋มบิ๋ม – รุจิษยา อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตนิสิตครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งหลังจากมีลูกคนที่สองได้ตัดสินใจเปิดบ้านเรียนทางเลือก Sunny Seeds International Homeschool โดยยึดแนวทางการสอนแบบเรกจิโอ เอมีเลีย กล่าว

“ทุกวันนี้แนวทางการสอนทางเลือกมีหลากหลายมากและทุกแนวทางมีข้อดีของมันเอง แต่สิ่งที่ทำให้เราชอบเรกจิโอ เอมีเลียมาก คือการปล่อยให้เด็กได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติผ่านการดูแลแบบปลายเปิด โดยให้เกียรติและวางความสุขของเด็กเป็นที่ตั้ง แล้วค่อยๆ ดูจากตรงนั้น ว่าวันนี้เราจะให้เขาสนุกที่จะเรียนรู้จากหัวข้ออะไรดี แน่นอนว่าพัฒนาการในด้านการสื่อสารและการควบคุมอารมณ์ต้องค่อยๆ สอนกัน แต่เราจะไม่วางกรอบว่าเขาต้องทำอะไร ต้องฝึกอะไร ต้องเรียนรู้อะไร หรือด้วยวิธีการแบบไหน เพียงเพื่อให้เราควบคุมอารมณ์หรือพฤติกรรมเขาง่ายขึ้น” ครูบุ๋มบิ๋มกล่าว
กรอบการเล่นเชิงเรียนรู้แบบปลายเปิด
การปลูกต้นอ่อนแบบเรกจิโอ เอมีเลียในแต่ละองค์กรมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป แล้วแต่การประยุกต์ใช้ออกแบบประสบการณ์ของเจ้าของหน่วยงาน สำหรับบ้านเรียน Sunny Seeds International Homeschool ครูบุ๋มบิ๋มมองว่าสิ่งแวดล้อมคือครูของเด็ก กลไกสำคัญคือการกระตุ้น (Provoke) ให้เด็กๆ เกิดประกายความคิด และการเชิญชวน (Invite) ให้เล่น โดยแก่นใจกลางคือประสบการณ์แบบปลายเปิด (Open ended)

“ทุกวันคือการปล่อยให้เขาเล่นเต็มที่ ไม่มีการบังคับว่าแต่ละวันเด็กเขาต้องทำอะไร เราอาจจะมีกิจกรรมที่เป็น Pattern ของเราบ้าง แต่เราจะไม่บังคับว่าเขาต้องมาร่วมวง เขาจะมาก็ได้ ไม่มาก็ได้ เราก็จะทำของเราไป ถ้าเขาสนใจ เขาจะมาเอง เราแค่ดูเขาสนุกของเขาไปว่าปลอดภัยไม่อันตราย ลองคิดดูสิ ถ้าเราแต่ละคนได้ทำในสิ่งที่เราสนใจอยากทำทุกวันในช่วงแรกของชีวิต พื้นฐานแห่งอิสรภาพนี้จะทำให้เรากลายเป็นอะไรได้บ้างเมื่อเราโตขึ้น”
แล้วถ้าจะให้วาดภาพให้กระจ่างขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในกระบวนการเล่นเชิงเรียนรู้แบบเรกจิโอ เอมีเลีย ที่ Sunny Seeds International Homeschool ล่ะ ?
ครูบุ๋มบิ๋มเล่าว่า “แปดโมงครึ่งทุกวัน เด็กๆ จะได้ Free play เล่นอะไรก็ได้ที่เขาอยากเล่น ในหรือนอกห้องก็ได้ เอาเลย ปล่อยพลังเต็มที่ จากนั้น เราจะมี Circle time ที่ครูจะนำเล่นกิจกรรมตามหัวข้อที่เด็กๆ ให้ความสนใจช่วงเวลานั้นๆ เช่น เล่านิทาน ลอยกระทง หรือคุยเรื่องน้ำท่วม จากนั้นจะมีกิจกรรมต่อเนื่องเป็น Structured activity ซึ่งก็เกาะตามความสนใจของเด็กๆ ให้เขาได้เล่นเชิงเรียนรู้ต่อ ตามด้วยพักกินอาหารเที่ยง เสร็จแล้วทำ Structured activity ต่ออีก 1 ชั่วโมง มีพักกินอาหารว่าง จากนั้นก็กลับบ้านประมาณบ่าย 2 โมงครึ่ง จะเห็นได้ว่าทั้งวัน คืออะไรก็ตามที่เด็กๆ กำลังอิน”
ช่วงเวลาแห่งกระบวนการและปฏิสัมพันธ์ทรงคุณค่า
คำถามสำคัญที่พ่อแม่มักมีในใจ เมื่อทำความรู้จักกับแนวทางการเลี้ยงเด็กเล็กแบบเรกจิโอ เอมีเลียคือจะสามารถวัดประเมินผลพัฒนาการของลูกจากอะไร ในเมื่อทุกอย่างคือปลายเปิด
“อย่างที่บอกคือครูหรือเจ้าหน้าที่คือ Partner หรือ Co-learner ของเด็กแต่ละคน สิ่งที่เราทำคือคอยสังเกตและจดบันทึกสิ่งที่เขาทำหรือเป็นในแต่ละวัน เรามองหาพัฒนาการทางอารมณ์ การสื่อสาร และความคิดสร้างสรรค์ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางที่เขาได้เล่นไปด้วยเรียนรู้ไปด้วยในแต่ละวัน จากนั้นนำมาถ่ายทอดเป็น Learning journey ที่เราจะส่งต่อให้พ่อแม่ของเด็กแต่ละคนได้รับทราบว่าลูกของเขามีเส้นทางการเติบโตขึ้นอย่างมีความสุขอย่างไรบ้าง” ครูบุ๋มบิ๋มอธิบาย
มากกว่าเกรดหรือการให้คะแนนออกมาเป็นตัวเลข สิ่งที่เรกจิโอ เอมีเลีย ให้มุ่งปลูกฝังเหล่าต้นอ่อนน้อยผ่านการเล่นสนุก คือทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การมีทัศนคติที่ยืดหยุ่นไปข้างหน้า (Growth mindset) ทักษะการใช้ชีวิต (Life skills) ประสาทสัมผัสที่ดี (Sensory skills) และความเข้าถึงศิลปะ (Art appreciation)

“ในช่วงปีแรก ๆ ของทุกชีวิต นี่คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุด ในฐานะที่เราเองก็เป็นแม่ เราไม่ได้รู้สึกว่าลูกเราต้องรีบหัดท่องตัวหนังสือหรือนับเลข เราอยากให้เขาแข็งแรงที่หัวใจเขาก่อน เมื่อเขามีความสุข รู้ใจตัวเองว่าชอบอะไร และมีความมั่นใจที่จะกระโดดเข้าไปเรียนรู้อย่างสนุกในสิ่งที่เขาสนใจ เส้นทางข้างหน้าจะมีแต่ความเป็นไปได้ เพราะลูกเราจะก้าวต่อไปด้วยพลังบวกจากข้างในจริงๆ”
ทุกวันนี้ Sunny Seeds International Homeschool ของครูบุ๋มบิ๋มเปิดรับเด็กเล็กช่วงวัย 2-6 ปี เพียงจำนวน 24 คน ตามความสามารถในการรองรับของขนาดพื้นที่ของบริเวณบ้านของครอบครัว
“เราตั้งบ้านเรียนนี้บนความรู้สึกเข้าใจความเป็นพ่อแม่ที่อยากมีเวลาอยู่กับลูก เห็นเขาเติบโตในทุกช่วงเวลาสำคัญ ทุกวันนี้ลูกเราสองคนก็เรียนที่นี่ ในอนาคตเราตั้งใจพัฒนาบ้านเรียนของเราให้เป็นศูนย์การเรียนอย่างเป็นทางการ และอาจจะขยายไปสู่ระดับประถมด้วย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมไปหาระบบการศึกษาหลัก เพราะเราเชื่อจริง ๆ ว่าเด็กที่ได้โตแบบมีอิสระแบบเรกจิโอ เอมีเลียคือเด็กที่มีทั้งคุณภาพและความสุข และที่สำคัญคือศักยภาพพร้อมที่จะก้าวไปเป็นหรือทำอะไรก็ได้ที่เขาสนใจ เราอยากให้คนไทยคนอื่นๆ ได้รู้จักและเปิดใจให้แนวทางนี้มากขึ้น เพราะความสุขคือหัวใจแห่งตัวตน ทำไมเราไม่หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขกันล่ะ”


ติดตามหรือแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับแนวทางการสอนแบบเรกจิโอ เอมีเลีย
กับครูบุ๋มบิ๋ม รุจิษยา อิศรางกูร ณ อยุธยา ได้ที่
Facebook: Sunny Seeds International Homeschool
อ้างอิง
www.reggiochildren.it/en/reggio-emilia-approach/
tdri.or.th/wp-content/uploads/2012/11/SEC_4.2.pdf
Facebook: Sunny Seeds International Homeschool