วันพฤหัสบดี, 16 เมษายน 2569

ปี 2025 ที่ผ่านมา พลังงานหมุนเวียนกำลังอยู่ในขาขึ้น จริงหรือ?

รูปภาพ: Freepik.com


ปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศให้ความสนใจกับพลังงานสะอาดมากขึ้น โดยประเทศไทยเองก็มีมาตรการหลาย ๆ อย่างที่สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ทั้งในระดับนโยบายภาครัฐ ภาคธุรกิจ และพฤติกรรมของประชาชน เช่น ลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สูงสุด 200,000 บาท หักค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน 150% ของค่าใช้จ่ายจริง นโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV 3.5) เป็นต้น


เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 วารสารวิชาการ Science ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศให้ ‘พลังงานหมุนเวียน’ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แห่งปี 2025 โดยมีเหตุผลหลายประการที่แสดงถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้ และประเทศจีน ถือเป็นประเทศผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงานหมุนเวียนในครั้งนี้ด้วย


ในปี 2025 พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ แซงหน้าพลังงานดั้งเดิมในหลายด้าน พลังงานหมุนเวียนขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนสามารถตอบสนองการเพิ่มขึ้นของความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกได้ภายในช่วงครึ่งปีแรก แซงหน้าถ่านหินในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยมีประเทศจีน เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เนื่องจากปัจจุบัน ‘จีน’ ขึ้นเป็นผู้นำด้านการผลิตเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนระดับโลก สามารถผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ร้อยละ 80 ของโลก

รูปภาพ: e360.yale.edu

ในอดีต ประเทศจีนเป็นประเทศที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในโลก จนได้ชื่อว่าเป็น ‘โรงงานของโลก’ แต่จากการให้ความสำคัญกับการผลิตเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนนั้น รายงานจากศูนย์วิจัยพลังงานและอากาศสะอาด (CREA) ระบุว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2025 จีน มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการลดลงนี้มีส่วนสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานหมุนเวียน ภาคส่วนพลังงานเป็นภาคส่วนที่มีอัตราการลดลงสูงที่สุด จากการเพิ่มจำนวนกังหันลมและแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้จีนสามารถผลิตไฟฟ้าจากสองแหล่งนี้ได้มากกว่าความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น อยู่ที่ 3.7% ประเทศจีนมีการตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายในปี 2035 โดยมีเป้าหมายสำคัญภายใต้กรอบ Nationally Determined Contribution (NDC) ใหม่ ดังนี้

  1. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้ได้ 7-10%
  2. เพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่พลังงานฟอสซิลให้เกิน 30% ของการใช้พลังงานทั้งหมด
  3. ขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่า 3,600 GW หรือคิดเป็นกว่า 6 เท่าของปี 2020
  4. เพิ่มปริมาณป่าไม้ให้มากกว่า 24,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
  5. ทำให้ยานยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) กลายเป็นกระแสหลักในตลาดรถยนต์ใหม่
  6. ขยายตลาดซื้อขายคาร์บอนแห่งชาติให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง
  7. วางรากฐานสู่การเป็นสังคมที่ปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศได้อย่างสมบูรณ์
รูปภาพ: renewableuk.com


ส่วนพลังงานลม ต้องยกให้สหราชอาณาจักร เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านพลังงานลมของยุโรป และถือเป็นหนึ่งในตลาดลมนอกชายฝั่ง (Offshore Wind) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถึงแม้จะเป็นที่ 2 รองจากจีน แต่ในปี 2025 UK มีกำลังการผลิตพลังงานรวมประมาณ 40-45 GW โดยรัฐบาล UK มีนโยบายสนับสนุนโครงการ Offshore Sector Deal ทำให้พลังงานลมนอกชายฝั่งของ UK นั้น เติบโตอย่างรวดเร็ว และมีการตั้งเป้าว่าภายในปี 2030 จะมีกำลังการผลิตลมนอกชายฝั่งรวม 50 GW


ทั่วโลกมีอัตราการเติบโตของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 80% ของประเทศต่าง ๆ ประเทศที่เติบโตสูง ได้แก่ จีน สหรัฐฯ อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี สหราชอาณาจักร องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ภายในปี 2030 นี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อเทียบกับปัจจุบัน โดยเกิดจากพลังงานลมบนบกและนอกชายฝั่ง (Onshore & Offshore Wind) พลังงานแสดงอาทิตย์ (Solar PV) และพลังงานน้ำ (Hydropower) รวมถึงพลังงานชีวมวลบางส่วน เรียกได้ว่า การเติบโตที่เกิดขึ้นของทุกประเทศทั่วโลกนั้น สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


ที่มา:

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
Tru Earth แผ่นซักผ้าจิ๋ว กับ Eco-Strips นวัตกรรมที่ทำให้โลกยั่งยืน
เจาะลึกโครงการใหม่ “EV เพื่อพี่วิน” พลิกโฉมเส้นเลือกฝอยกรุงเทพฯ สู่พลังงานสะอาด
Kaishan Compressor รุกตลาดไทย ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ตอบโจทย์ความยั่งยืน BCG Model
Thai Coconut แบรนด์ไทยมาตรฐานโลก กับกลยุทธ์บุกอเมริกา พร้อมก้าวสำคัญสู่ความยั่งยืนด้วยใบเซอร์ฯ คาร์บอนฟุตพริ้นท์
เจาะลึกงาน Natural Products Expo West 2026 เวทีแจ้งเกิด ‘ข้าวอินทรีย์ไทย’ ในตลาดพรีเมียมโลก
จากเนเธอร์แลนด์สู่กรุงเทพฯ: ถอดสูตรลับ “เมืองยั่งยืน” และการจัดการน้ำระดับโลก