ในเรื่องของการปรับตัวสู่วิถีแห่งพลังงานสะอาดของไทย มากไปกว่ามิติการปรับตัวของผู้บริโภคสู่ไลฟ์สไตล์ที่ปลอดคาร์บอนมากขึ้น อีกมิติที่สำคัญ คือการมีส่วนร่วมของบุคลากรผู้ผลักดันในวงการที่มีความหลากหลาย ไม่กระจุกตัว
ใช่แล้ว เรากำลังจะชวนทุกคนให้คิดถึงบทบาทการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในวงการพลังงาน
รู้หรือไม่ว่า ในปี 2023 มีสัดส่วนแรงงานหญิงทั่วโลกอยู่ที่ 39% ทว่าในภาคพลังงานสัดส่วนดังกล่าวกลับต่ำว่านั้นถึง 2 เท่าโดยเฉพาะในตำแหน่งงานระดับสูง สะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางกระแสการพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคพลังงาน บทบาทการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในวงการนี้ยังคงมีอยู่จำกัด (อ้างอิงจากรายงานของ International Energy Agency หรือ IEA)
โดยในประเทศไทย พบว่าสัดส่วนของผู้บริหารชายและหญิงในภาคพลังงานมีความแตกต่างกันถึง 3 เท่า โดยมีผู้บริหารหญิงเพียง 151 คน ขณะที่มีผู้บริหารชายถึง 404 คน
“จากการสำรวจข้อมูลง่ายๆ รู้ไหมครับว่าในบอร์ดบริหารของ 12 องค์กรพลังงานขนาดใหญ่ของบ้านเรา โดยเฉลี่ยมีผู้บริหารที่เป็นผู้หญิงแค่ 28% บางบริษัทมีผู้บริหารหญิงคิดเป็น 7% เท่านั้น” ดร. ณัฐวิคม พันธุวงศ์ภักดี รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวเปิดประเด็น
ขณะที่ Sascha Oppowa ผู้อำนวยการโครงการพลังงานสะอาด เข้าถึงได้ และมั่นคงสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CASE) องค์กรระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) บอกว่า “ถ้าคุณลอง Google เกี่ยวกับงานในวงการพลังงานสะอาด คุณจะเห็นเลยว่าภาพผลลัพธ์ที่ขึ้นมาส่วนใหญ่จะมีแต่ภาพพนักงานที่เป็นผู้ชาย”
“ในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาของระบบอย่างมีส่วนร่วมของทุกเพศอย่างเท่าเทียม แค่เรา Sensitive มันไม่พอ เราต้องลงลึกไปถึงระดับเชิงโครงสร้าง คือเปลี่ยนรูปแบบของความร่วมมือในการขับเคลื่อนระบบ (Transformative)” Sascha กล่าว
แน่นอนว่าในทุกวันนี้ เชื่อว่าหลายคนเริ่มเข้าใจและมองว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบพลังงานทางเลือกแห่งอนาคตคือสิ่งสำคัญ แต่เราแต่ละคนได้เคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่า ในการเปลี่ยนผ่านนี้มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือเปล่า ? เราขับเคลื่อนระบบของเราให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ได้หรือไม่และอย่างไร ?
ในประเด็นนี้ ล่าสุดองค์กรความร่วมมือระหว่าง GIZ และ SDG Move ได้ชวน 4 ผู้นำหญิงในภาคพลังงานของไทย มาแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อแนะนำ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นผลจริง จะมีสาระและมุมมองดีๆ อะไรบ้าง มาติดตามกัน

ดร.อภิรดี ธรรมมโนมัย ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ตัวแทนจากภาครัฐ วิศวกรหญิงที่ใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญเป็นเครื่องมือกรุยทางในหน้าที่การงานมาโดยตลอด มองว่า การมีผู้หญิงในบทบาทผู้บริหารในภาคพลังงาน จะนำมาซึ่งการตัดสินใจที่รอบคอบ กลมกล่อม และเอื้อต่อการประสานประโยชน์ระหว่างภาคส่วนมากขึ้น ประเด็นสำคัญของการเพิ่มสัดส่วนของผู้หญิงบนบอร์ดบริหารภาคพลังงาน คือ การยกระดับความหลากหลายทางความคิดและมุมมอง ที่มีส่วนอย่างยิ่งต่อการพิจารณาตัดสินใจอย่างมีความสมเหตุสมผลต่อองค์รวม
“ผู้หญิงทุกคนมีจุดแข็งของตนเอง แค่หาตัวเองให้เจอ เรียนรู้ให้ดีที่สุด เชื่อมั่นว่าเราเก่ง และใช้จุดเด่นของเราให้เป็นประโยชน์ ถ้าทำได้ เราจะยืนหยัดได้ในทุกพื้นที่ สิ่งสำคัญคือการสร้างรากฐานที่ใช่ คือมองไปที่ความสามารถและทักษะที่ตอบโจทย์ เมื่อนั่นเพศจะไม่ใช่ตัวแปรอีกต่อไป” ดร.อภิรดีกล่าว

ดร.รสยา เธียรวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตัวแทนจากภาคเอกชน ผู้มีประสบการณ์ตรงจากการทำงานในวงการพลังงาน อันเป็นอุตสาหกรรมหนักซึ่งโดยมากจะหนาแน่นด้วยทีมงานเพศชาย มองว่าค่านิยมของสังคมที่เป็นมาในอดีต ซึ่งวางให้ผู้หญิงเป็นผู้ดูแลครอบครัว คือปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนรั้งบทบาทหรือความก้าวหน้าทางอาชีพการงานในวงการพลังงานของผู้หญิงไทย แต่ด้วยสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนไป ทั้งจากตัวแปร Disruptions ต่างๆ ที่ทำให้เกิดรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นหรือเป็น WFH มากขึ้น รวมถึงนโยบายสนับสนุนบุคลากรที่มีครอบครัวจากองค์กร ก็ช่วยทำให้ผู้หญิงในวงการพลังงานในวันนี้มีบทบาทเพิ่มขึ้นมาก นอกจากนี้ ดร. รสยา ยังมองว่า จริงๆ แล้วการเป็นผู้หญิงไม่ใช่จุดอ่อน แต่คือจุดแข็ง เพราะในการทำงาน เราพบว่าผู้ชายเขาให้เกียรติเรา เขาไม่ตั้งการ์ดใส่เรา การเจรจางานโดยผู้บริหารผู้หญิงบ่อยครั้งนำไปสู่ความสำเร็จมากกว่าด้วยซ้ำ
“โลกเปลี่ยนตลอดเวลา ผู้หญิงเราจะเข้ามามีบทบาทในวงการสำคัญได้ๆ ก็ต่อเมื่อเราสามารถติดตามทุกเทรนด์ได้ทันและพัฒนาตัวเองให้ตอบโจทย์ เพื่อให้เราสามารถยืนบนยอดคลื่นได้อยู่เสมอ ในวงการพลังงานก็เช่นกัน ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวเรา กุญแจสู่การขึ้นเป็นระดับผู้นำ คือการมี Growth Mindset และ Efforts ความกล้าที่จะลงมือคว้าโอกาส” ดร.รสยา กล่าว

คุณแพร ภิรมย์ หัวหน้าหน่วย Sasin Sustainability & Entrepreneurship Center สถาบันศศินทร์ฯ ตัวแทนภาคประชาสังคม ซึ่งมีประสบการณ์ช่วยผลักดันหลายองค์กรในภาคเอกชนในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน บอกว่าสถานการณ์ภาพรวมด้านบทบาทของเพศหญิงในวงการพลังงานของประเทศไทยถือว่าค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างอินโดนิเซียหรือฟิลิปปินส์ แต่สิ่งที่พบคือแม้ว่าในพีระมิตตลาดงานภาคพลังงานจะมีจำนวนผู้หญิงอยู่พอสมควร แต่บนยอดพีระมิดสัดส่วนผู้บริหารหญิงก็อาจจะยังไม่มากนัก ในจุดนี้ คุณแพรมองว่า บริบทของบ้านเราอาจจะไม่เหมาะที่ปรับใช้มาตรการโควต้าแบบทางยุโรป เพราะในแง่ Samplings ของผู้หญิงก็อาจจะยังไม่มากพอ โซลูชันของบ้านเราน่าจะเป็นการกำหนดสัดส่วน Candidate nomination แบบ 50:50 มากกว่า คือเน้นที่การให้โอกาสอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้นอกจากเพศแล้ว ก็ยังควรเพิ่มมิติความหลากหลายอื่นๆ เข้ามาด้วย ทั้งด้านสัญชาติ หรืออายุ
“ในการผลักดันบทบาทของผู้หญิงในวงการพลังงาน ต้องกลับไปที่การปฏิวัติระบบการศึกษาไทยในทุกระดับอายุ ตั้งแต่ระดับประถมก็ควรต้องมีการสร้าง Green Skills ในขณะที่ก็ต้องไม่ลืมว่ากลุ่มสูงวัยยังมีศักยภาพที่ส่งต่อได้ ต้องถามว่าเรากำหนดอายุเกษียณไวเกินไปหรือเปล่า นอกจากนี้ สิ่งสำคัญมากๆ คือการสร้างคนให้มี Entrepreneurial mindset รู้จักคว้าโอกาสและเป็นนักแก้ปัญหา รวมถึงมีความเข้าใจและเชื่ออย่างแรงกล้าในเรื่อง Rights & Responsibilities คือสิทธิ์และความรับผิดชอบเป็นเรื่องของทุกคน” คุณแพรกล่าว

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ตัวแทนจากภาควิชาการ มองว่า ทิศทางโลกคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โอกาสของผู้หญิงในวงการพลังงานมีเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีต โดยเฉพาะในเรื่องของการเกิดขึ้นของ Renewable Energy นับตั้งแต่ COP21 เป็นต้นมา ซึ่งผลักดันมิติขององค์ความรู้และตลาดงานในสาขาใหม่ๆ ในภาคพลังงานให้กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานในด้านการวางกลยุทธ์หรือ STEM
“อุปสรรคคือโอกาส สิ่งสำคัญคือการที่เราไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง และรู้จักใช้ Soft skills อันเป็นข้อได้เปรียบของเรา ถ้าคุณทำได้ คุณจะไปเป็นอะไร ในวงการไหนก็ได้” ดร.อารีพร กล่าวปิดท้าย
อ้างอิง
งานเสวนาวิชาการ “Women in Energy จุดพลังอนาคต สร้างแรงบันดาลใจจาก 4 ผู้นำหญิงในภาคพลังงาน” โดย องค์กรระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม 2024